วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ความหมายการจุดธูปของชาวเขมร


ถึงแม้ว่าประเทศเขมรกับประเทศไทยมีวัฒนธรรมหลายอย่างที่เหมือนกันและคล้ายกัน โดยมีการยึดถือปฏิบัติด้วยกันมาเป็นเวลาช้านาน แต่จากการศึกษาค้นคว้า มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ “การจุดธูป” ซึ่งทั้งประชาชนของสองประเทศนี้ได้ปฏิบัติเหมือนกัน แต่มีความหมายต่างกันเป็นอย่างมาก โดยขอนำเสนอการจุดธูปของเขมร ซึ่งมีความหมายดังนี้
- การจุดธูป 1 ดอด ระลึกคุณของครูบาอาจารย์ และตนเอง
- การจุดธูป 2 ดอก ระลึกพระคุณบิดามารดา
- การจุดธูป 3 ดอก บูชาพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือบิดามารดา และครูบาอาจารย์
- การจุดธูป 4 ดอก บูชาธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
- การจุดธูป 5 ดอก บูชาพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์
- การจุดธูป 7 ดอก บูชาญาติทั้ง 7 คือ ระดับบนตนเองมี 3 คือ บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ปู่ทวดตาทวด ย่าทวดยายทวด และระดับใต้ตนเองมี 3 คือ ลูกหลาน หลวนทวด และตนเอง รวมเป็น 7
- การจุดธูป 9 ดอก บูชาเทพผู้ดูแลปกปักรักษาทิศทั้ง 9 คือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศบน
- การจุดธูป 11 ดอก หมายถึงเมตาธรรมทั้ง 11
- การจุดธูป 12 ดอก บูชาพระคุณของมารดา
- การจุดธูป 19 ดอก สำหรับพิธีเรียกขวัญ
- การจุดธูป 21 ดอก บูชาพระคุณของบิดา
- การจุดธูป 33 ดอก บูชาพระคุณของบิดาและมารดา














(Sut Sorin)

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รูปปั้นช้างเหยียบเสือ และเสือเหยียบช้างที่จังหวัดกำปงธม

       สำหรับท่านที่เคยเดินทางไปกรุงพมเปญโดยรถยนต์จากจังหวัดเสียมเรียบ ท่านต้องผ่านจังหวัดกำปงธม และเห็นรูปปั้นนี้อย่างแน่นอน 
รูปปั้นช้างเหยียบเสือ และเสือขี่ช้าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดกำปงธม รูปปั่นนี้สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วง ค.ศ.1965 (2508) จากเอกสารที่เจอได้บอกว่า การสร้างรูปปั่นนี้ขึ้นมา มีความหมาย 2 อย่างคือ :
      1.ด้านภูมิศาสตร์ : จังหวัดกำปงธม เป็นจังหวัดเก่าแก่ เคยเป็นเมืองหลวงสมัยเจินละ และเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ (ปัจจุบันใหญ่อันดับสองของประเทศ) มาถึง ค.ศ.1962 (2505) จังหวัดนี้มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า และอื่นๆ อีกมาก ฉะนั้น การสร้างรูปปั่นนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดนี้
      2.ด้านความเชื่อ: ความเชื่อดังกล่าวคือจากเรื่องรามเกียรติของพราหมณ์ มีช่วงหนึ่ง กรุงยักษ์ทศกัณฐ์ได้ส่งลูกชายชื่อ อินทชิต ยกทัพไปตีเอานางสีดาจากพระราม อินทชิตและกำลังพลก็ยกทัพไปเป็นจำนวนมาก ส่วนพระราม พระลักษณ์ มีแค่หนุมาน กับลิงเท่านั้นที่เป็นผู้คุมกัน ในการสู้รบกันครั้งนั้น กำลังผลของพวกยักษ์ได้รับความผ่ายแพ้ มียักษ์ตายในสนามรบเป็นจำนวนมาก อินทชิต เห็นท่าไม่ดี ก็แปลงร่างเป็นช้างเอราวัณ ตัวใหญ่เหมือนลงมาจากโลกของพระพรหม พร้อมขบวนแหเป็นจำนวนมาก เพื่อทำให้คู่ศัตรูกลัว แต่ว่าหนุมานรู้ว่าช้างนั้นเป็นอินทชิตที่แปลงร่างมา ตนเองก็เลยแปลงร่างเช่นกันกับลิงอีกตัวหนึ่งให้เป็นเสือตัวใหญ่ เพื่อจะไปรบกับช้างยักษ์ ก่อนไปหนุมานได้บอกกับพระรามว่า ถ้าเห็นตนเองกำลังสู้รับการช้างอยู่ ขอให้พระองค์ยิงธนูฆ่าช้างนั้นด้วย (เมื่อก่อนมีรูปปั้นพระรามยิงธนูด้วย)
ช้างยักษ์ไม่รู้เลยว่า เสือตัวนั้นเป็นหนุมาน ก็เอาขาเหยียบให้ตายไปเลย แต่หนุมานเอาขาตนเองยันขาของช้างไว้ได้ ทำให้ช้างเสียความทรงตัว เสืออีกตัวหนึ่งก็โดดขึ้นขี่หลังช้างกัดช้างร้องสนั่นเต็มป่า...รูปนี้ก็บ่งบอก แสดงความดี ความชั่วด้วยครับ




รูปปั้นช้างเหบียบเสือ และเสือเหยียบช้าง ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกำปงธม

Writer : Sut Sorin

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ทำไมปราสาทที่สร้างในยุคพระบาทชัยวรมันที่ 7 มีครุฑอยู่กับพญานาค

            ถ้าเราไปเที่ยวปราสาทที่สร้างในยุคพระบาทชัยวรมันที่ 7 เราจะเห็นการแกะสลักครุฑกับพญานาคอยู่ด้วยกัน คือสัตว์สองตัวนี้ เป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร (ตามเทพนิยายของพราหมณ์) จากการสอบถามผู้รู้ ได้คำตอบ ดังนี้ 1. พระบาทชัยรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนามหายาน (นาค-นาคมุจลินท์ นาคปรก) แต่ว่ายังมีราษฏรส่วนหนึ่งที่นับถือพราหมณ์ (ครุฑ) พระองค์อยากให้อาณาประชาราษฎร์ของพระองค์จะนับถือศาสนาใดก็ตาม ไม่มีความคัดแย้ง อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข จึงแกะสลักพญานาคกับครุฑอยู่ด้วยกัน 2. สาเหตุที่ครุฑอยู่บนพญานาค เพราะว่าศาสนาพราหมณ์ (ครุฑ) เป็นศาสนาเก่าแก่มากในเขมร (หลังศาสนาผี) มาก่อนพุทธศาสนา ความคิดความเชื่อของศาสนานี้ดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวเขมรทั่วไป ส่วนศาสนาพุทธเพิ่งเข้ามาประเทศเขมรในพุทธศตวรรษที่ 3 อีกอย่าง ในพุทธศาสนาเองก็มีความเชื่อของพรามหณ์ผสมอยู่บ้าง ฉะนั้นต้องให้เกียรติพราหมณ์เขา จึงให้ครุฑอยู่บนพญานาคตามที่เห็นกัน (เรื่องราวเกี่ยวกับครุฑและพญานาค เอกสารเขมรและไทยพูดต่างกันหลายจุด)


รูปแกะสลักครุฑกับพญานาค ณ ปราสาบายน ในเมืองพระนครธม จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา


(Writer : Sut Sorin)

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

บายศรีในความเชื่อของเขมร

      บายศรี เป็นประเพณีความเชื่อของชาวเขมรล้วนๆ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่มีแค่ 5 ชั้น แต่มีหลายแบบคือ 3,5,7 และ 9 บายศรี 5 ชั้น หมายถึง แม่ (กำเนิดของชาวเขมร เกิดจากแม่ นับถือแม่เป็นใหญ่) พ่อ ปู่ตา พระ และเจ้า (พวกเทพ) โดยคำว่า "บาย" ภาษาเขมรแปลว่า ข้าว (สุก) (ข้าวสุก-->ข้าวเปลือก--> พระเม หมายถึงแม่ และคำว่า ศรี-->สิริ --> เสร็ย (ผู้หญิง) หมายถึงสูงส่ง) และต้นกล้วยที่นำมาใช้ ต้องเป็นต้นกล้วยน้ำว้า เพราะมีน้ำเยอะ (น้ำ-->พระแม่คงคา) และอีกอย่างหนึ่ง เลข 5 เป็นเลขที่ใหญ่ที่สุดของเขมร (ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ "ภาษาเขมรพื้นฐาน" ของผม ตรงการนับเลข จะเห็นว่า ผมตัดตรง 5) (ยอดปราสาทนครวัด) และแทนให้นิ้วมือคนเราด้วย... ผมเคยอ่านเจอเมื่อเดือนก่อน หนังสือเล่มใดไม่รู้เขาบอกว่า หมายถึง "น้ำ ดิน ลม ไฟ และวิญญาณ"


(Writer : Sut Sorin)

ข้าวต้มและขนมเทียนในความเชื่อของเขมร

ข้าวต้มมัด หรือภาษาเขมรเรียกว่า នំអន្សម (นม อ็อน ซอม) และขนมเทียน หรือภาษาเขมรเรียกว่า នំគម (นม โกม)​ เป็นขนมที่มีเกือบทุกงานประเพณีของเขมร โดยเฉพาะงานแต่ง ซึ่งต้องมีแน่นอน เพราะอะไร ทำไมงานแต่งงานต้องมีขนมสองอย่างนี้?
...ตามหนังสือ "วัฒนธรรมอินเดีย เขมร" ได้กล่าวไว้สั้นๆ ว่า "ข้าวต้มมัต หมายถึง ศิวลึงค์ (เพศชาย) และขนมเทียน หมายถึง โยนีนางอุมา (เพศหญิง)" ฉะนั้นแล้ว​ ในงานแต่งงาน ขนมอย่างนี้ต้องมีอย่างแน่นอน​ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่า "เป็นการสร้างโลก" นั้นเอง
ข้าวต้มมัด

ขนมเทียน

(Writer : Sut Sorin)


วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ความเชื่อศาสนาพราหมณ์ในสังคมเขมร

ศาสนาพราหมณ์ เป็นศาสนาเก่าแก่ที่สุดศาสนาหนึ่งของโลกที่กำเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย ใช้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาหลัก โดยมีเทพประจำศาสนาสามพระองค์ คือพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ เรียกว่า “ตรีมูรติ”ศาสนานี้ได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศเขมรก่อนศาสนาอื่นๆตั้งแต่ยุคเริ่มแรกและอยู่ควบคู่กับประวัติศาสตร์มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชนทุกชนชั้นในประเทศนี้มาเป็นจนถึงปัจจุบัน ศาสนิก ผู้นับถือศาสนานี้มีความเชื่อหลายอย่าง เช่นต้องสร้างศาสนาสถาน ปราสาท ศิวลึงค์ และอื่นๆ เพื่ออุทิศถวายแด่เทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือ โดยเชื่อว่าการสร้างปราสาท หรือศาสนาสถานขึ้น เปรียบเสมือนได้ทำบุญกุศล ถ้าหากสร้างปราสาทยิ่งสูง ยิ่งทำให้ผู้สร้างยิ่งใกล้ชิตกับเทพที่ตนเคารพสักการะมากยิ่งขึ้น จึงมีการสร้างบนภูเขา เนินที่สูง หรือสร้างหลายชั้น และเมื่อตนเองเสียชีวิตไปแล้ว จะไปอยู่ในปราสาท หรือศาสนสถานที่ตนสร้างไว้ด้วย จึงทำให้มีการสร้างปราสาทและศาสนสถานขนาดใหญ่และสูงขึ้นเรื่อยมาจึงมีการสร้างสิ่งเหลานั้นมากมายทั่วประเทศ พระมหากษัตริย์บางพระองค์ได้สร้างปราสาทมากกว่าหนึ่งหลัง เพื่ออุทิศให้บิดามารดาบุพการีชน และผู้ที่ตนเคารพนับถือด้วย นอกจากนี้ ตามที่เห็นในจารึกต่างๆ พระมหากษัตริย์เขมรตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 เป็นต้นมา จะมีคำต่อท้ายพระนามว่า “วรมัน” เป็นคำภาษาสันสกฤต หมายถึง เกราะ เสื้อเกราะ เช่น ชัยวรมัน สุริยวรมัน เป็นต้น การที่พระมหากษัตริย์นำคำนี้มาใช้ท้ายพระนามของพระองค์ คงเป็นเพราะสมัยก่อนพระองค์ต้องนำทัพออกรบ ทำศึกสงครามกับศัตรูทั่วทุกสารทิศเพื่อปกป้องอาณาเขต หรือขยายดินแดนของตนเป็นประจำ จึงต้องมีเกราะป้องกันตัว โดยเชื่อว่าคำ “วรมัน” ต่อท้ายพระนามของพระองค์ เปรียบเสมือนมีเสื้อเกราะปกป้องพระองค์จากภยันตรายต่างๆ ในสมรภูมิ สนามรบเหล่านั้นได้ การนับถือศาสนาพราหมณ์ได้รับความนิยมมากขึ้นจนถูกบัญญัติให้เป็นศาสนาประจำชาติเขมรเมื่อศตวรรษที่ 12 ใน รัชสมัยพระบาทสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างปราสาทนครวัดที่เป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ส่วนในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ประชาชนทั่วไป ที่นับถือปฏิบัติตามศาสนานี้เหมือนกัน มีประเพณี ความเชื่อ และการปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นของพราหมณ์ เช่น ประเพณีงานศพ ดูดวง พิธีกรรมเกี่ยวกับชะตาราศีและอื่นๆ  
             ในพุทธศตวรรษที่ 3 พุทธศาสนาได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศกัมพูชา ทำให้ประเทศนี้นับถือสองศาสนา คือศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ แต่ถึงแม้ว่าพุทธศาสนาได้เข้ามาก็ตาม ศาสนาพราหมณ์ที่เป็นศาสนาเก่าแก่ยังฝั่งรากลงลึกในความคิด ความเชื่อ ความนิยม เคารพนับถือจากทุกชนชั้นเหมือนเดิม ต่างจากพุทธศาสนาที่มีตกต่ำในบางยุค และเจริญรุ่งเรืองในบางยุค เช่น พุทธศาสนามหายานที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในรัชสมัยของพระบาทชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์เขมร ผู้สร้างเมืองพระนครธม และปราสาทอื่นๆ อีกมากมายเพื่ออุทิศถวายบิดามารดา บุตร และบุคคลอื่นๆ ตามความเชื่อทางพุทธศาสนามหายาน ถึงแม้ว่าพระองค์นับถือพุทธศาสนามหายาน ส่งเสริมศาสนานี้มากแค่ไหนก็ตาม แต่พระองค์ก็ไม่ได้ถอดทิ้งศาสนาพราหมณ์ให้อยู่โดดเดี่ยว เนื่องด้วยพุทธศาสนามหายานและศาสนาพราหมณ์มีข้อปฏิบัติที่ไม่เคร่งครัดมากมัก ทำให้ทั้งสองศาสนาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อย่างที่เห็นตรงประตูเข้าเมืองพระนครธม ที่มีการแกะสลักหน้าพรหม เรื่องเกษียรสมุทรที่มีเทพและอสูรดึงพญานาคคนละข้าง ซึ่งเป็นเรื่องราวของพราหมณ์ แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของทั้งสองศาสนา ทำให้ประเทศเขมรเป็นอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์
          แต่หลังจากยุคของพระมหากษัตริย์องค์นี้แล้ว สถานการณ์บ้านเมืองในประเทศเขมรเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง พระมหากษัตริย์ที่สืบทอดราชสมบัติต่อมาได้เปลี่ยนมานับถือพราหมณ์และต่อต้านพุทธศาสนาที่เคยนับถือและอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานาน จนมีการเปลี่ยนแปล และทำลายปราสาทที่สร้างเพื่ออุทิศให้พุทธศาสนาด้วย เป็นเหตุก่อให้เกิดปัญหาภายในขึ้น ยุคสมัยรุ่งเรืองของอาณาจักรเขมรค่อยๆ เสื่อมลง ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรตกอยู่ในความยากลำบาก ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านถือโอกาสบุกยึด โจมตีหลายครั้งจนทำให้เมืองพระนครได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก การสร้างปราสาทเพื่ออุทิศถวายเทพเจ้าต่างๆ เริ่มน้อยลง และยุติในรัชสมัยของพระบาทชัยวรมันที่ 9 (ค.ศ 1327 – 1336) ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของเขมรที่มีชื่อในศิลาจารึก หลังจาก ค.ศ.1336 เป็นต้นมา ประเทศเขมรได้เข้าสู่ยุคใหม่ หลักฐานต่างๆ ต้องอาศัยเอกสารจากพงศาวดารที่เป็น “ใบลาน” แทนศิลาจารึก พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ที่ขึ้นครองราชย์ต่อมา มีการพูดถึงที่มาของพระองค์แตกต่างกันออกไป บางก็บอกว่าพระมหากษัตริย์องค์นี้เป็นสามัญชน มีอาชีพเป็นคนปลูกแตงกวา ไม่ทราบชื่อจริง แต่ด้วยเป็นคนปลูกแตงกวามีรสหวานกว่าคนอื่น จึงเรียกว่า “ตาแตงกวาหวาน” หรือเรียกตามภาษาเขมรว่า “ตา ตรอซ็อก พแอม” วันหนึ่ง ตาแตงกวาหวาน หรือ “ตา ตรอซ็อก พแอม” ได้นำแตงกวาที่ตนปลูกเข้าถวายพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงโปรดรสชาติแตงกวาดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงตรัสสั่งให้ตาแตงกวาหวานดูแลแตงกวาให้ดี ห้ามขายให้คนอื่น ต้องนำมาถวายพระองค์เท่านั้น พระองค์ได้มอบหอกให้เพื่อใช้เป็นอาวุธปกป้องไร่แตงกวาดังกล่าว พระองค์อยากรู้ว่า ตาแตงกวาหวานได้ดูแลไร่แตงกวานั้นจริงไหม คืนหนึ่งพระองค์แอบออกจากราชวังเพื่อไปทอดพระเนตรให้แน่ชัด แต่ด้วยเป็นตอนกลางคืน มืดมองไม่ชัด ตาแตงกวาหวานไม่รู้ว่าคนที่แอบลักลอบเข้ามานั้นเป็นพระมหากษัตริย์ นึกว่าเป็นโจรผู้ร้ายมาขโมยแตงกวาของตน จึงโยนหอกไปถูกพระมหากษัตริย์จนสิ้นพระชนม์ พวกข้าราชบริวารที่ทราบเรื่องดังกล่าว แทนทีเอาโทษตาแตงกวาหวานที่ปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ กลับเห็นวิชาการปกกันตัว ความซื่อสัตย์ของเขา จึงแต่งตั้งให้เป็นพระมหากษัตริย์ปกครองประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งบอกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นแค่เรื่องนิทานเท่านั้น ซึ่งเรื่องจริงเป็นอย่างไร คงต้องศึกษาต่อไป แต่ที่น่าสังเกตคือในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์องค์นี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จาก ค.ศ. 1336 เป็นต้นมา ไม่มีการสร้างปราสาทเพื่ออุทิศให้เทพเจ้าของพราหมณ์อีกต่อไป เป็นการสิ้นสุดลัทธิเทวราชในประเทศเขมร โดยหันมานับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติ มีการสร้างวัดวาอารามมากขึ้น ภาษาบาลีถูกนำมาใช้แทนภาษาสันสกฤตที่ใช้ในศาสนาพราหมณ์ และที่สำคัญกว่านั้น คือพระมหากษัตริย์ที่ขึ้นครองราชย์จากนั้นเป็นต้นมา ไม่มีคำว่า “วรมัน” ที่พระมหากษัตริย์เขมรนำมาใช้ต่อท้ายพระนามของของพระองค์เหมือนสมัยก่อนอีก และสังคมเขมรได้เข้าสู่สังคมพุทธศาสนาเถรวาทเรื่อยมา

(Writer : Sut Sorin)

วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วันชาติเขมร

         ประเทศเขมร มีวันชาติที่เปลี่ยนมาหลายครั้งตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและระบอบปกครอง โดยวันชาติเหล่านั้น มีดังนี้
        1). วันที่ 6 พฤษภาคม ประกาศให้เป็นวันชาติเขมร ตาม พ.ร.บ ลงวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.1948 (2491) หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ.1947 (2490) ซึ่งเป็นเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นราชอาณาจักรโดยใน ค.ศ. 1946 (2489) ประเทศกัมพูชามีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก โดยมีพรรคการเมืองแรกคือ "พรรคประชาธิไตย" ชนะการเลือกตั้ง
         2). วันที่ 9 พฤศจิกายน เป็นวันชาติ หลังเขมรได้เอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1953 (2496)
        3). วันที่ 18 มีนาคม เป็นวันชาติในระบอบสาธารณรัฐเขมร หลังจากการโค่นล้มระบอบราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1970 (2513)
        4). วันที่ 17 เมษายน เป็นวันชาติ ในระบอบกัมพูชาประชาธิปไตย (เขมรแดง) หลังการโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐเขมร เมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1975 (2518)
        5). วันที่ 7 มกราคม เป็นวันชาติ ในระบอบสาธาณรัฐประชาชนกัมพูชา และระบอบรัฐกัมพูชา (สังคมนินยม) หลังจากโค่นล้มระบบกัมพูชาประชาธิปไตย (เขมรแดง) เมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1975 (2531)
        6). วันที่ 9 พฤศจิกายน เป็นวันชาติ หลังจากเขมรเปลี่ยนมาเป็นระบอบราชาณาจักร ตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ.1993 (2536) จนถึงทุกวันนี้
           เห็นได้ว่า วันชาติเขมรจะเปลี่ยนตามระบบการปกครองมาโดยตลอด ใครยึดอำนาจจากใครได้ก็เปลี่ยนวันชาติตามที่ตนเองต้องการ และจากวันชาติดังกล่าว ทำให้เห็นได้ด้วยว่าเขมรเคยปกครองมาหลายระบอบ ทั้งระบอบเทวราชา สมบูรณาญาสิทธิราช ราชอาณาจักร สาธารณรัฐ เผด็จการเต็มรูปแบบ สังคมนิยม แล้วก็กลับมาราชอาณาจักรอีก
           แต่ที่น่าสังเกตคือ เขมรในสองยุค คือยุคหลังได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส และยุคหลัง 1993 (2536) จะมีอะไรที่เหมือนกันเยอะ ไม้ว่าจะเป็นเพลงชาติ ธงชาติ และวันชาติ จนกษัตริย์สีหนุเรียกประเทศกัมพูชาหลัง ค.ศ. 1993 (2536) ว่า "ราชอาณาจักรที่ 2"


(Writer : Sut Sorin)

ประวัติอนุสาวรีย์ "ดาบเหล็กกำปงสวาย" จังหวัดกำปงธม

          ถ้าเรานั่งรถผ่านจังหวัดกำปงธม เราจะเห็นอนุสาวรีย์แห่งนี้อยู่ เรียกว่า "ดาวแดกกำปงสวาย" หมายถึง "ดาบเหล็กกำปงสวาย...