วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562

กำเนิดตำบลในประเทศกัมพูชา

          ก่อนที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเขมร ในประเทศเขมรเองยังไม่มีตำแหน่งนี้เป็นทางการ ยังอยู่ในลักษณะการปกครองกันเองเปรียบเสมือนชนเผ่าหนึ่งแล้วมีผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นคนหนุ่มอายุน้อยที่ได้รับความไว้วางไว้จากผู้ใหญ่ในชุมชนนั้นให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำ การบริหารชุมชนในตำแหน่งนี้ยังไม่มีเงินเดือน แต่รับได้สิ่งตอบแทนต่างๆ เช่น ข้าวสาร ของกินหรืออื่นๆ จะได้มากได้น้อยขึ้นอยู่กับผลงานของผู้นำคนนั้น หมายถึง ตำแหน่งกำนันนั้นเป็นตำแหน่งที่ทำเพื่อชุมชน ทำให้ชุมชนชอบ ชุมชนรักถึงจะได้สิ่งตอบแทน
          แต่หลังจากฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเขมร (ค.ศ.1863-1953) ตำแหน่งดังกล่าวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ในยุคที่ฝรั่งเศสปกครอง เขาได้ทำการปฏิรูประบบการปกครองท้องถิ่นครั้งใหญ่ถึง 8 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1901 แต่ประสบความสมเร็จคือ ค.ศ.1908 ฝรั่งเศสได้จัดให้มีการเลือกตั้งกำนันขึ้น สาเหตุเพราะว่าเขาใช้กำนันที่เป็นคนเขมรทำงานแทนเขาในการเก็บภาษีจากประชาชนของตนเอง แรกๆ ยังไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนกับตำแหน่งดังกล่าวเท่าที่ควร จึงมีนโยบายใหม่คือ มีเงินประจำตำแหน่ง และสิทธิประโยชน์อื่นๆ จากฝรั่งเศส สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1919 พระบาทองค์ดวง พระมหากษัตริย์เขมรในสมัยนั้น ทรงโปรดฯ ให้มีเงินประจำตำแหน่งกำนันและผู้ช่วยจากรัฐ

           จนถึง ค.ศ. 1926 -1943 ตำแหน่งนี้ได้ปฏิรูปเหมือนของฝรั่งเศส แต่ในปีเดียวกัน ระบบการเลือกตั้งกำนันก็ยุติ โดยกำนันตำบลที่เคยได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ถูกเปลี่ยนเป็นได้รับการเลือกตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดแทน โดยได้รับความเห็นชอบจากฝรั่งเศสด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งตำแหน่งกำนันก็ยังแบ่งออกเป็นสองประเภท คือแบบเลือกตั้ง และแบบแต่งตั้ง ตำบลไหนสำคัญๆ เขาจะใช้ระบบการแต่งตัง ตำบลไหนไม่ค่อยสำคัญ เขาจะใช้ระบบเลือกตั้ง และในปี ค.ศ. 1955 เป็นยุคที่เขมรได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสแล้ว ได้มีประกาศให้มีการเลือกตั้งตำแหน่งกำนันตำบล โดยแต่ละจังหวัดจะมีการเลือกตั้งที่แตกต่างกัน แล้วหลังจากนั้น เขมรก็เจอปัญหาภายในประเทศ ทั้งช่วงปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง (ค.ศ.1970-1975) และช่วงเขมรแดง (ค.ศ.1975-1979) และระบอบสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (ค.ศ.1979-1989) ระบอบรัฐกัมพูชา (ค.ศ.1989-1991) การเลือกตั้งกำนันตำบลเหมือนจะไม่มีข้อมูลอะไรเลย จนถึงเขมรกลับมาใช้ระบอบราชอาณาจักรกัมพูชาอีกครั้ง ตามรัฐธรรมนูญฉบับแรกหลังจากสงคราม คือรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1993 การเลือกตั้งกำนันจึงกลับมาใช้อีกครั้งจนถึงทุกวันนี้




ภาพ : หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอปวก จังหวัดเสียมเรียบ

Writer : Sut Sorin


วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562

สาเหตุที่บ้านของเขมร สร้างบันไดอยู่นอกบ้าน

สาเหตุที่บ้านของเขมร สร้างบันไดอยู่นอกบ้าน เท่าที่ศึกษามา พอสรุปได้ ดังนี้ 
1. ศาสนา : พระในศาสนาพุทธไม่สามารถเดินใต้ถุนบ้านได้ ชาวเขมรสมัยก่อน มักส่งให้ลูกหลานไปบวชที่วัดเพื่อเรียนหนังสือ เพราะว่าสมัยก่อน เขมรไม่มีโรงเรียนของรัฐ (ถ้ายังจำได้ ผมเคยเขียนประวัติการศึกษาเขมรมาแล้วครั้งหนึ่ง) คนที่อยากเรียนต้องไปอยู่วัด หรือบวช ฉะนั้นเมื่อคนที่บวชอยากมาเยี่ยมญาติโยมที่บ้าน ต้องนิมนต์ขึ้นไปบนบ้านอย่างเดียว จึงต้องสร้างบันไดไว้นอกบ้าน
2. ความเชื่อ : ชาวเขมรสมัยก่อน ชอบเรียนวิชาอาคมของขลังกัน โดยมีบางวิชา เขาห้ามไม่ให้เดินลอดใต้บันไดบ้าน เพราะมันจะทำให้อาคมนั้นเสื่อม ไม่ขลัง การสร้างบันไดไว้นอกบ้าน จึงเป็นเรื่องที่สะดวกสำหรับคนเหล่านี้
3. ขนบธรรมเนียมประเพณี : ประเทศเขมรอยู่ในพื้นที่ต่ำ ที่คนไทยมักเรียกว่า “เขมรต่ำ” ต้องสร้างบ้านไว้สูง อย่างหนึ่งเพื่อป้องกันน้ำท่วม และสัตว์ร้ายต่างๆ ที่อาจจะขึ้นมาบนบ้านได้ อีกอย่างหนึ่งคือ ชาวเขมรตามชนบท (ทุกวันนี้ยังเห็นมีอยู่บ้าง) บ้านพวกเขาไม่มีกุญแจ ไม่มีอะไรป้องกันที่ดี เมื่อพวกเขาต้องออกไปทำงานข้างนอก จะเอาบันไดออกแล้วไปผูกไว้ที่อื่นที่ไม่ไกลมาก พอเขากลับมา ก็เอาบันไดนั้นมาไว้ที่เดิม การทำแบบนี้เพื่อป้องกันไม่ให้คนขึ้นไปขโมยของบนบ้านได้ง่ายๆ (ประมาณว่า ถ้ามันจะขึ้น มันต้องเอาบันไดมา กว่าจะเอามาได้ คงมีคนเห็นบ้างนั้นแหละ) ฉะนั้น บันไดอยู่ข้างนอก ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายกว่าในบ้าน
อย่างไรก็ตาม การเอาบันไดไว้นอกบ้าน ทำให้ใต้ถุนบ้านมีพื้นที่กว้างใหญ่ สะดวกต่อการนั่งเล่น ผูกเปล วางเตียง หรืออื่นๆ ได้ง่ายไม่ต้องโดนแดดโดนฝน และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัว ควาย หรือสัตว์อื่นๆ ก็ง่ายด้วย ไม่ต้องทำคอก ผูกไว้ใต้ถุนบ้านได้เลย แล้วสมัยก่อน ไม่มีเครื่องเกี่ยวข้าว นวดข้าว ช่วงเกี่ยวข้าวเสร็จ เขาจะเอาข้าวที่เกี่ยวแล้วมานวด หรือมาย่ำข้าว โดยใช้วัวใช้ควาย ซึ่งไม่ต้องไปทำข้างนอก ตากแดดตากฝนเลย ใต้ถุนบ้านนั้นแหละง่ายดี ไม่เสียเงินสร้างสถานที่ ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา




Writer : Sut Sorin

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ความหมายการจุดธูปของชาวเขมร


ถึงแม้ว่าประเทศเขมรกับประเทศไทยมีวัฒนธรรมหลายอย่างที่เหมือนกันและคล้ายกัน โดยมีการยึดถือปฏิบัติด้วยกันมาเป็นเวลาช้านาน แต่จากการศึกษาค้นคว้า มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ “การจุดธูป” ซึ่งทั้งประชาชนของสองประเทศนี้ได้ปฏิบัติเหมือนกัน แต่มีความหมายต่างกันเป็นอย่างมาก โดยขอนำเสนอการจุดธูปของเขมร ซึ่งมีความหมายดังนี้
- การจุดธูป 1 ดอด ระลึกคุณของครูบาอาจารย์ และตนเอง
- การจุดธูป 2 ดอก ระลึกพระคุณบิดามารดา
- การจุดธูป 3 ดอก บูชาพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือบิดามารดา และครูบาอาจารย์
- การจุดธูป 4 ดอก บูชาธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
- การจุดธูป 5 ดอก บูชาพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์
- การจุดธูป 7 ดอก บูชาญาติทั้ง 7 คือ ระดับบนตนเองมี 3 คือ บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ปู่ทวดตาทวด ย่าทวดยายทวด และระดับใต้ตนเองมี 3 คือ ลูกหลาน หลวนทวด และตนเอง รวมเป็น 7
- การจุดธูป 9 ดอก บูชาเทพผู้ดูแลปกปักรักษาทิศทั้ง 9 คือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศบน
- การจุดธูป 11 ดอก หมายถึงเมตาธรรมทั้ง 11
- การจุดธูป 12 ดอก บูชาพระคุณของมารดา
- การจุดธูป 19 ดอก สำหรับพิธีเรียกขวัญ
- การจุดธูป 21 ดอก บูชาพระคุณของบิดา
- การจุดธูป 33 ดอก บูชาพระคุณของบิดาและมารดา














(Sut Sorin)

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รูปปั้นช้างเหยียบเสือ และเสือเหยียบช้างที่จังหวัดกำปงธม

       สำหรับท่านที่เคยเดินทางไปกรุงพมเปญโดยรถยนต์จากจังหวัดเสียมเรียบ ท่านต้องผ่านจังหวัดกำปงธม และเห็นรูปปั้นนี้อย่างแน่นอน 
รูปปั้นช้างเหยียบเสือ และเสือขี่ช้าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดกำปงธม รูปปั่นนี้สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วง ค.ศ.1965 (2508) จากเอกสารที่เจอได้บอกว่า การสร้างรูปปั่นนี้ขึ้นมา มีความหมาย 2 อย่างคือ :
      1.ด้านภูมิศาสตร์ : จังหวัดกำปงธม เป็นจังหวัดเก่าแก่ เคยเป็นเมืองหลวงสมัยเจินละ และเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ (ปัจจุบันใหญ่อันดับสองของประเทศ) มาถึง ค.ศ.1962 (2505) จังหวัดนี้มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า และอื่นๆ อีกมาก ฉะนั้น การสร้างรูปปั่นนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดนี้
      2.ด้านความเชื่อ: ความเชื่อดังกล่าวคือจากเรื่องรามเกียรติของพราหมณ์ มีช่วงหนึ่ง กรุงยักษ์ทศกัณฐ์ได้ส่งลูกชายชื่อ อินทชิต ยกทัพไปตีเอานางสีดาจากพระราม อินทชิตและกำลังพลก็ยกทัพไปเป็นจำนวนมาก ส่วนพระราม พระลักษณ์ มีแค่หนุมาน กับลิงเท่านั้นที่เป็นผู้คุมกัน ในการสู้รบกันครั้งนั้น กำลังผลของพวกยักษ์ได้รับความผ่ายแพ้ มียักษ์ตายในสนามรบเป็นจำนวนมาก อินทชิต เห็นท่าไม่ดี ก็แปลงร่างเป็นช้างเอราวัณ ตัวใหญ่เหมือนลงมาจากโลกของพระพรหม พร้อมขบวนแหเป็นจำนวนมาก เพื่อทำให้คู่ศัตรูกลัว แต่ว่าหนุมานรู้ว่าช้างนั้นเป็นอินทชิตที่แปลงร่างมา ตนเองก็เลยแปลงร่างเช่นกันกับลิงอีกตัวหนึ่งให้เป็นเสือตัวใหญ่ เพื่อจะไปรบกับช้างยักษ์ ก่อนไปหนุมานได้บอกกับพระรามว่า ถ้าเห็นตนเองกำลังสู้รับการช้างอยู่ ขอให้พระองค์ยิงธนูฆ่าช้างนั้นด้วย (เมื่อก่อนมีรูปปั้นพระรามยิงธนูด้วย)
ช้างยักษ์ไม่รู้เลยว่า เสือตัวนั้นเป็นหนุมาน ก็เอาขาเหยียบให้ตายไปเลย แต่หนุมานเอาขาตนเองยันขาของช้างไว้ได้ ทำให้ช้างเสียความทรงตัว เสืออีกตัวหนึ่งก็โดดขึ้นขี่หลังช้างกัดช้างร้องสนั่นเต็มป่า...รูปนี้ก็บ่งบอก แสดงความดี ความชั่วด้วยครับ




รูปปั้นช้างเหบียบเสือ และเสือเหยียบช้าง ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกำปงธม

Writer : Sut Sorin

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ทำไมปราสาทที่สร้างในยุคพระบาทชัยวรมันที่ 7 มีครุฑอยู่กับพญานาค

            ถ้าเราไปเที่ยวปราสาทที่สร้างในยุคพระบาทชัยวรมันที่ 7 เราจะเห็นการแกะสลักครุฑกับพญานาคอยู่ด้วยกัน คือสัตว์สองตัวนี้ เป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร (ตามเทพนิยายของพราหมณ์) จากการสอบถามผู้รู้ ได้คำตอบ ดังนี้ 1. พระบาทชัยรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนามหายาน (นาค-นาคมุจลินท์ นาคปรก) แต่ว่ายังมีราษฏรส่วนหนึ่งที่นับถือพราหมณ์ (ครุฑ) พระองค์อยากให้อาณาประชาราษฎร์ของพระองค์จะนับถือศาสนาใดก็ตาม ไม่มีความคัดแย้ง อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข จึงแกะสลักพญานาคกับครุฑอยู่ด้วยกัน 2. สาเหตุที่ครุฑอยู่บนพญานาค เพราะว่าศาสนาพราหมณ์ (ครุฑ) เป็นศาสนาเก่าแก่มากในเขมร (หลังศาสนาผี) มาก่อนพุทธศาสนา ความคิดความเชื่อของศาสนานี้ดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวเขมรทั่วไป ส่วนศาสนาพุทธเพิ่งเข้ามาประเทศเขมรในพุทธศตวรรษที่ 3 อีกอย่าง ในพุทธศาสนาเองก็มีความเชื่อของพรามหณ์ผสมอยู่บ้าง ฉะนั้นต้องให้เกียรติพราหมณ์เขา จึงให้ครุฑอยู่บนพญานาคตามที่เห็นกัน (เรื่องราวเกี่ยวกับครุฑและพญานาค เอกสารเขมรและไทยพูดต่างกันหลายจุด)


รูปแกะสลักครุฑกับพญานาค ณ ปราสาบายน ในเมืองพระนครธม จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา


(Writer : Sut Sorin)

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

บายศรีในความเชื่อของเขมร

      บายศรี เป็นประเพณีความเชื่อของชาวเขมรล้วนๆ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่มีแค่ 5 ชั้น แต่มีหลายแบบคือ 3,5,7 และ 9 บายศรี 5 ชั้น หมายถึง แม่ (กำเนิดของชาวเขมร เกิดจากแม่ นับถือแม่เป็นใหญ่) พ่อ ปู่ตา พระ และเจ้า (พวกเทพ) โดยคำว่า "บาย" ภาษาเขมรแปลว่า ข้าว (สุก) (ข้าวสุก-->ข้าวเปลือก--> พระเม หมายถึงแม่ และคำว่า ศรี-->สิริ --> เสร็ย (ผู้หญิง) หมายถึงสูงส่ง) และต้นกล้วยที่นำมาใช้ ต้องเป็นต้นกล้วยน้ำว้า เพราะมีน้ำเยอะ (น้ำ-->พระแม่คงคา) และอีกอย่างหนึ่ง เลข 5 เป็นเลขที่ใหญ่ที่สุดของเขมร (ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ "ภาษาเขมรพื้นฐาน" ของผม ตรงการนับเลข จะเห็นว่า ผมตัดตรง 5) (ยอดปราสาทนครวัด) และแทนให้นิ้วมือคนเราด้วย... ผมเคยอ่านเจอเมื่อเดือนก่อน หนังสือเล่มใดไม่รู้เขาบอกว่า หมายถึง "น้ำ ดิน ลม ไฟ และวิญญาณ"


(Writer : Sut Sorin)

ข้าวต้มและขนมเทียนในความเชื่อของเขมร

ข้าวต้มมัด หรือภาษาเขมรเรียกว่า នំអន្សម (นม อ็อน ซอม) และขนมเทียน หรือภาษาเขมรเรียกว่า នំគម (นม โกม)​ เป็นขนมที่มีเกือบทุกงานประเพณีของเขมร โดยเฉพาะงานแต่ง ซึ่งต้องมีแน่นอน เพราะอะไร ทำไมงานแต่งงานต้องมีขนมสองอย่างนี้?
...ตามหนังสือ "วัฒนธรรมอินเดีย เขมร" ได้กล่าวไว้สั้นๆ ว่า "ข้าวต้มมัต หมายถึง ศิวลึงค์ (เพศชาย) และขนมเทียน หมายถึง โยนีนางอุมา (เพศหญิง)" ฉะนั้นแล้ว​ ในงานแต่งงาน ขนมอย่างนี้ต้องมีอย่างแน่นอน​ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่า "เป็นการสร้างโลก" นั้นเอง
ข้าวต้มมัด

ขนมเทียน

(Writer : Sut Sorin)


ประวัติอนุสาวรีย์ "ดาบเหล็กกำปงสวาย" จังหวัดกำปงธม

          ถ้าเรานั่งรถผ่านจังหวัดกำปงธม เราจะเห็นอนุสาวรีย์แห่งนี้อยู่ เรียกว่า "ดาวแดกกำปงสวาย" หมายถึง "ดาบเหล็กกำปงสวาย...